การ์ตูน: Foxtrot (ฟอกซ์ทรอต)
ภาพ: Bill Amend (บิลล์ แอเมินด์)
ที่มา: http://foxtrot.com/

กลับมาอีกแล้ว กับเรียนภาษาอังกฤษกับการ์ตูนฟอกซ์ทรอต ใครดูภาพไม่ชัดกดที่ภาพได้เพื่อดูขนาดเต็ม

คราวนี้มาดูบทสนทนากันก่อนระหว่าง Peter (เสื้อเทา) คนพี่ และ Jason (เสื้อม่วง)คนน้อง

  • Peter: Whatcha doing?
    • Jason: Trying to find shapes in the clouds.
    • Jason: That one sorta looks like a water molecule.
    • Jason: And that one kinda looks like a Starfleet insignia.
    • Jason: And that one looks a lot like a number 2½ pencil.
  • Peter: Ordinarily, I'd call you a weirdo. However...

คราวนี้ลองมาวิเคราะห์แต่ละประโยค ว่าพูดอะไรกันบ้าง เริ่มจาก

  • Whatcha doing? เป็นคำย่อของ What are you doing? นั่นเอง โดยที่มาก็คือจากภาษาพูด ซึ่งปกติแล้วในภาษาอังกฤษเวลาอ่านประโยคใด ๆ คำที่อ่านจะมีการเน้นเสียงไม่เท่ากัน โดยการเน้นจะเน้นคำสำคัญในประโยค ซึ่งประโยคนี้จะอ่านเป็น WHAT are you DOING (โดยตัวใหญ่คือเสียงเน้น) โดยเมื่ออ่านแล้วจะได้ยินเหมือนกับ Whatcha doing นั่นเอง
  • Trying to find shapes in the clouds. อันนี้ (เหมือนตอนที่แล้ว) เจสันชอบพูดย่อไม่เต็มประโยค ซึ่งประโยคเต็มคือ (I am) trying to find shapes in the clouds. แล้วต่อมาถ้าคนไม่แม่นเรื่อง a, an, the ต้องสังเกตให้ดี คือ
    • shapes - shape เติม s แปลว่า เจสันกำลังมองดูหลายๆ shape (คนไทยจะชอบลืมเติม s) และไม่เติม the นำหน้า เพราะว่าไม่ได้บ่งบอกถึง shapes อันไหนเป็นพิเศษ
    • the clouds - มีทั้ง the และตามด้วย s หมายถึง เมฆ ที่ระบุว่ารู้กัน คือกำลังมองเมฆตรงนั้น ส่วนเติม s ก็เช่นกันคือมองเมฆหลายก้อน
    • และ ประโยคใช้ I am try+ing แปลว่า "กำลังทำ" จะไม่ใช้ว่า I try to find shapes... เพราะว่าเจสันกำลังพยายามมองไปที่เมฆอยู่ ปกติเวลาอ่านการ์ตูน เราจะเห็นเป็น v+ing บ่อย เพราะว่าเหตุการณ์ของตัวละครกำลังทำอะไรซักอย่าง
  • That one sorta looks like a water molecule. And that one kinda looks like a star fleet insignia. And that one looks a lot like a number 2½ pencil. เอา 3 ประโยค มาเล่าที่เดียวเลย เพราะคล้ายกัน
    • sorta ย่อมาจาก sort of ซึ่งเมื่อเวลาพูดจะเป็นลักษณะเดียวกันคือ SORT of เสียงจะคล้าย sorta ส่วน kinda เช่นเดียวกัน ย่อมาจาก kind of
    • ความหมายของ sort of และ kind of จะคล้ายกันคือ "ประมาณว่า" เหมือนพวกเด็กๆ วัยรุ่นไทยใช้กัน แปลได้ มันประมาณว่ายังงั้น มันประมาณว่ายังงี้ 
    • a water molecule จะเห็นว่า a นำหน้าตลอด เมื่อได้อ่านแล้วก็จะรับรู้ได้ว่า มีของหนึ่งอย่าง (โมเลกุลน้ำ 1 โมเลกุล - a water molecule) ซึ่งจะไม่ใช้ one water molecule เช่นเดียวกับคำอื่น a Starfleet insignia และ a number 2½ pencil
    • Starfleet insignia - เครื่องหมายประดับยศ (insignia - [4 พยางค์ in-sig-ni-a] ) ของสตาร์ฟลีต ในหนังไซไฟเรื่องสตาร์เทร็ก โดยคำนี้ Starfleet มาขยาย insignia มากกว่านี้การ์ตูนนี่ยังโชว์ถึงว่า เจสันเป็นพวกเนิร์ด (nerd) หรือแนวพวกเด็กอัจฉริยะ ชอบดูไซไฟ ชอบเล่นเกมอาร์พีจี ประมาณนั้น
    • number 2½ pencil - แปลตรงตัวก็คือ ดินสอเบอร์ 2½ โดยคำว่า (number 2½) ทำหน้าที่เป็น adj ขยายคำว่า pencil ซึ่งวางไว้ด้านหน้าเสมอ
    • จะเห็นว่าเจสันพูดประโยคคล้ายกัน 3 ประโยคต่อกัน แต่ใช้คำไม่เหมือนกันเลย มีการเล่นคำ เริ่มจากอันแรกเป็น sorta ต่อมา kinda และ a lot ซึ่งโดยปกติแล้วภาษาพูดมันจะพูดให้เกิดความหลายหลายอย่างนี้แหละ
    • looks a lot like = ก็คือเติม a lot เข้าไป แปลว่า เหมือนมากๆ (ดูรูปกันเอาเอง มันเหมือนจริงๆ นะ)
    • ถ้าตัดพวก adj และ adv ออกหมด จะได้ ประโยคอย่างสั้นก็คือ It looks like ...  ซึ่งแปลว่า มันเหมือน สังเกตเพิ่มว่า look เป็นคำกริยาที่ไม่ได้มีความหมายว่า "มอง" ขณะที่ like คำนี้ไม่ได้เป็นกริยา
  • Ordinarily, I'd call you a weirdo. However... 
    • weirdo - มาจากคำว่า weird [1 พยางค์ อ่านเหมือน weerd เสียงประมาณว่า เวียร์ด ลองหาดิกอังกฤษออนไลน์ กดมาฟังเสียงได้] โดยความหมายคือ "ประหลาด" คำว่า weirdo ก็แปลว่า "คนประหลาด" ใช้พูดแซวเล่นกับเพื่อนบ้าง หรือบางทีก็เอาไว้ว่าคนอื่นได้ และอีกครั้งใช้ a weirdo แปลว่ามี weirdo แค่คนเดียว (ซึ่งก็คือเจสัน)
    • ordinarily [5 พยางค์ or-di-nar-i-ly] ก็แปลว่า โดยปกติ ทั่วๆ ไป ลงท้ายด้วย -ly ก็คิดไว้เลยว่าต้องเป็น adverb
    • I'd call you a weirdo ตัว 'd มาจาก would ถ้าใครเคยเรียน if-clause เงื่อนไขที่ไม่เป็นจริง จะเห็น การใช้ประโยคคู่กับ would บ่อย ซึ่งในกรณีนี้ พีเตอร์ใช้กับเจสัน บอกว่า ถ้าเป็นปกติคงเรียกเจสันว่าตัวประหลาด (แต่อันนี้เป็นเงื่อนไขที่ไม่เป็นจริง เพราะวันนี้เมฆดันมีรูปร่างแบบนี้) ประโยคนี้เลยเป็น I would call you a weirdo.
    • - call ตามหลังด้วยใครซักคน และตามหลังด้วยคำนาม ก็คือ เรียกคนนั้นว่า... เช่น He calls you a genius. They call you a hacker.
  • มุกของการ์ตูนนี่ คือ ให้ลองนึกภาพเด็กที่ดูก้อนเมฆ ก็จะคิดไปต่างๆ นาๆ ว่าเห็นเป็นนู่นเป็นนี่ โดยจากช่อง 2 เห็นโมเลกุลของน้ำ (ยังปกติ) แต่แสดงความเป็นเนิร์ดของเจสันขึ้นมา (เด็กอะไรมองเห็นเป็นโมเลกุล) ต่อมาช่องสามเริ่มลงดีเทล และช่องที่สีเห็นดินสอเบอร์ 2 ครึ่ง นี่ลงดีเทลเยอะมาก (ซึ่งปกติคนมองเมฆเห็นก็แค่แค่ดินสอ) แต่อันนี้บอกออกมาได้ว่าดินสอเบอร์อะไร และตัดจบมาที่คำพูดของพีเตอร์
  • ถ้ามีคำถามหรือข้อสงสัย ถามในคอมเมนต์ได้ครับ จะพยายามแวะมาตอบ ส่วนหน้าที่ผ่านมาลองแวะดูได้ที่ หมวดหมู่ (Category) "English"
ติดตามกระทู้สอนภาษาสนุก ๆ อย่างนี้ต่อไปแน่ครับ
(อ้าว ดันลืมเขียนละประธานเอาไว้รึนี่ )sad smile

#1 By Wisor on 2008-03-04 12:41

ดีจังเลยครับ ขอบคุณมากกกกกก
big smile big smile big smile

#2 By วิถีแมวว์ on 2008-03-04 21:11

Hot!

ปล. ลืมถามไปครับ

คือผมเห็นหนังฝรั่งบางเรื่องเขาใช้คำว่า humans แทนคำนามแปลว่ามนุษย์อะครับ

แต่ผมไปเปิด dictionary มันไม่มีครับ
มีแต่ human ที่เป็น adj.
กับ human being ที่แปลว่ามนุษย์

จึงอยากทราบว่าโดยปกติแล้วเราควรจะใช้คำไหนดีครับ

ขอบคุณมากครับbig smile

#3 By วิถีแมวว์ on 2008-03-04 21:34

โอ้ ดีจังเลยค่ะ
เราอ่านการ์ตูนพวกนี้ทีไร งงทุกที ถ้าคุณไม่อธิบายเราก็คงงงต่อไป คิกๆ

#4 By พัดทอง on 2008-03-04 21:34

คำว่า human อาจลองเปิดดิกอังกฤษ-อังกฤษก็ได้ครับ อย่างเช่น http://encarta.msn.com/dictionary_/human.html

จะเห็นว่า human มีทั้งเป็น adj, noun โดยคำว่า human มีความหมายเหมือน human being นอกจากนี้คำอ่านของ human อ่านเหมือน [hyu-man] big smile

#5 By mnop on 2008-03-04 23:59

kinda นี่อ่านออกเสียงว่ายังไง

คินดะ หรือ ไคน์ดะ

#6 By เอก (118.174.97.155) on 2008-03-05 10:48

>> kinda ออกเสียง ไคน์เดอะ โดยเสียง "เดอะ" จะเบามาก อ่านเหมือน kind of แบบสั้นครับ

#7 By mnop on 2008-03-05 12:56

ถ้าเห็นว่าบล็อกน่าสนใจคุณสามารถ
 
อ่านบล็อกนี้ผ่านฟีดรีดเดอร์ (?)

หรือ อ่านบล็อกผ่านอีเมล: