เป็น RA/TA เพื่อเรียนฟรีที่อเมริกา
posted on 19 Mar 2008 09:35 by itsheeจากที่ได้เล่าไปแล้วว่า เรียนโทอเมริกา ใช่ว่าต้องมีเงินเยอะ เล่าถึงค่าใช้จ่าย การลดหย่อนค่าเทอม และเงินเดือนที่คาดว่าจะได้รับ คราวนี้มาลองดูว่า ถ้าต้องการเป็น RA (research assistant) หรือ TA (teaching assistant) นั่นต้องทำอย่างไร แม้ว่าจะไม่ได้มาง่ายๆ แต่มันก็ไม่ได้ยากเกินกว่าความสามารถ
อย่างแรกเลยวิธีจะขอเป็น RA หรือ TA นั้นซึ่งเรียกรวมว่าการขอ Assistantship ซึ่งเป็นการขอทุนแบบที่ไม่ต้องใช้ทุน โดยการช่วยงานให้กับทางมหาลัย สามารถขอได้ในสองช่วงคือ (1) ช่วงส่งใบสมัครเรียน โดยจะมีให้กรอกว่าเราต้องการ Assistantship หรือ (2) ขอในช่วงระหว่างเรียนได้ การขอก่อนเรียนนั้นก็มีข้อดีที่ว่า ถ้าเราไม่ได้เงินทุนในส่วนนี้ เราจะได้ตัดสินใจได้ว่าเราจะเรียนต่อหรือไม่เรียนดี ซึ่งถ้ามาขอระหว่างเรียนนั้น อย่างน้อยเทอมแรกเราก็ต้องจ่ายค่าเทอม (ที่มันแสนแพง แพงเป็นแสน) ซึ่งก็มีโอกาสเหมือนกันว่าเรามาเรียน ก็มีสิทธิที่จะขอไม่ได้ ซึ่งมีคนรู้จักมาเรียนที่อเมริกา เรียนจนจบแล้วก็ยังขอไม่ได้ สุดท้ายก็จ่ายเองทั้งหมดเป็นล้าน
คราวนี้ก็มาดูคุณสมบัติของคนที่จะมาเป็น RA/TA อย่างแรกสุดคือ ภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจารย์คนที่เป็นคนตัดสินใจรับนักเรียนเข้าเรียน เขาก็จะดูความสามารถภาษาอังกฤษเราอย่างแรก ดูว่าเราจะทำงานให้เขาได้หรือเปล่า เพราะถ้าเป็น TA ก็คือต้องไปช่วยสอน ภาษาอังกฤษก็ต้องดีมากระดับหนึ่ง โดยดูผ่านคะแนน TOEFL และ GRE
คุณสมบัติต่อมานอกเหนือจากที่เราจะได้เป็น TA ไปช่วยสอน เขาอาจให้เราไปทำงานเป็น RA ได้ ถ้าเรามีความสามารถพิเศษอื่น หรือความรู้ทางเทคนิค ที่ทางคณะสามารถให้เราไปช่วยงาน ตัวอย่างเช่น ถ้าอย่างงานคอมพิวเตอร์เขาก็จะดูว่าเราเขียนโปรแกรมที่เขาต้องการได้หรือเปล่า หรือถ้าเราไม่รู้ เขาก็จะดูว่าเรามีพื้นฐานพอที่จะพัฒนาความสามารถได้ตามที่เขาต้องการหรือไม่ ในอเมริกานั้นเกือบทุกคณะจะมีงานวิจัย ไม่ว่าสายวิทยาศาสตร์ เกษตรศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ และสายอื่นๆ โดยในบางสายเช่นพวก Design หรือ Business อาจจะมีน้อย หรือบางมหาลัยอาจจะไม่มีตำแหน่ง RA
จำนวน TA ที่ทางคณะต้องการก็จะขึ้นอยู่กับวิชาเรียนที่เปิดสอน ส่วนใหญ่แล้ววิชานึงก็จะมี TA จำนวน 1-3 คน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นห้องเรียนใหญ่แค่ไหนและนักเรียนกี่คน ถ้าห้องเรียนซัก 30-40 คน ก็มี TA แค่คนเดียวก็พอ สำหรับงาน RA จำนวนที่เขารับก็จะขึ้นอยู่กับโพรเจ็กต์ที่เขามีอยู่ในมือ หรือโพรเจ็กต์ที่เขากำลังจะได้รับ ซึ่งถ้ามหาลัยไหนมีงานวิจัยน้อย ก็แน่นอนว่าตำแหน่ง RA ก็จะน้อยตามไป
คราวนี้ก็มีคนมาถามว่า มีข้อดีเยอะอย่างนี้ แล้วทำไมตอนสมัครเรียนเราไม่สมัครขอ assistantship ไปเลยละ ถ้าฟลุ้กโชคดีก็ได้ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อันนี้ก็ต้องเล่าย้อนไปก่อนว่าระบบการสมัครเรียนในมหาลัยอเมริกานั้น จะเป็นการสมัครโดยการยื่นเอกสารให้ทางมหาลัยพิจารณา ไม่มีการสอบเอ็นทรานซ์ ไม่มีการสอบแบบโอเน็ตหรือเอเน็ตอย่างไร โดยผู้สมัครต้องทำการ ยื่นใบสมัคร (application), ยื่นจดหมายรับรองจากอาจารย์หรือหัวหน้างาน (recommendation letters), จดหมาย/เรียงความสมัครเรียน (statement of purpose) บอกสาเหตุทำไมเราอยากมาเรียนที่นี่, ทรานสคริปต์ บอกเกรดของเราตอนป.ตรี, ผลคะแนน TOEFL (อังกฤษ ฟัง พูด อ่าน เขียน) และผลคะแนน GRE (เลข+อังกฤษ) ซึ่งเมื่อส่งเอกสารไปให้ทางมหาลัย ทางมหาลัยก็จะนำข้อมูลเราใส่แฟ้มรวมกับของผู้สมัครคนอื่น หลังจากนั้นให้อาจารย์ที่ทำหน้าที่พิจารณาอ่านดูว่า ผ่านเกณฑ์หรือเปล่า และก็พิจารณาดูว่าในเทอมนั้นจะรับนักเรียนเข้ามากี่คน ซึ่งถ้าคนสมัครที่จะขอ RA/TA นั้น จะถูกแยกไปตัดเกรดกับคนที่ขอเหมือนกัน ซึ่งทำให้มีการแข่งขันสูงกว่าเดิม โอกาสที่เราจะไม่ได้ทั้ง RA/TA และไม่ได้เข้าเรียนไปด้วย ก็จะมีเพิ่มขึ้นมา ซึ่งในด้านนี้มหาลัยจะเข้าใจว่าถ้าตัวคุณไม่ได้ RA/TA แล้ว คุณจะไม่ขอเรียนที่นี่
นอกจากนี้บางคณะก็มีข้อจำกัดเฉพาะว่านักเรียนทุกคนต้องได้เป็น RA หรือไม่ก็ TA ไม่งั้นเขาก็ไม่รับมาเรียนเลยก็มี
ป.ล. ภาพด้านบน ถ่ายไว้สี่ห้าปีก่อน ตึกคณะ Design แถวนี้ โดยมุมในภาพหลอกตาให้ดูเหมือนตึกดูแบนๆ ซึ่งเดาว่างานออกแบบคงได้อิทธิพลจากผลงานของ ไอ.เอ็ม. เป (เหย่ว หมิง เป่ย) สถาปนิกชาวอเมริกันเชื่อสายจีนชื่อดังของโลกคนหนึ่ง










#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-03-19 10:35